|

ใต้ตาเหี่ยว เกิดจากอะไร? รวมสาเหตุและวิธีดูแลให้ใบหน้าดูสดใสยิ่งขึ้น

ใต้ตาเหี่ยว เกิดจากอะไร? รวมสาเหตุและวิธีดูแลให้ใบหน้าดูสดใสยิ่งขึ้น
ปัญหา ใต้ตาเหี่ยว เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจ เพราะผิวบริเวณรอบดวงตาเป็นจุดที่บอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่าย เมื่อเริ่มมีรอยยับหรือความหย่อนคล้อย แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าและมีอายุเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
เพื่อช่วยให้เข้าใจสาเหตุของปัญหาและแนวทางการดูแลอย่างเหมาะสม ยองโด คลินิก ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของใต้ตาเหี่ยว รวมถึงวิธีฟื้นฟูและดูแลผิวรอบดวงตาให้กลับมาดูสดใสและเรียบเนียนมากขึ้นค่ะ

ปัญหาใต้ตาเหี่ยวคืออะไร? สังเกตได้อย่างไร

ใต้ตาเหี่ยว คือ ภาวะที่ผิวหนังใต้ดวงตาสูญเสียความยืดหยุ่นและความกระชับ ทำให้เกิดริ้วรอย รอยพับ หรือความย่นที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะขณะยิ้มหรือแสดงสีหน้า เนื่องจากผิวรอบดวงตาเป็นบริเวณที่บางและบอบบาง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
วิธีสังเกตอาการเบื้องต้น
  • มีรอยย่นหรือรอยพับเล็ก ๆ ใต้ดวงตา
  • ใต้ตาเป็นเส้นชัดขึ้นขณะยิ้มหรือหัวเราะ
  • ผิวใต้ตาดูบางและไม่เรียบเนียน
  • เห็นเส้นเลือดใต้ตาได้ง่ายขึ้น
  • ใบหน้าโดยรวมดูเหนื่อยล้าหรือดูมีอายุขึ้น
สาเหตุที่ทำให้ใต้ตาเหี่ยวมีอะไรบ้าง

ปรึกษากับแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ติดต่อผ่านโทรศัพท์-สาขาปราจีน-02
ติดต่อ Line-04
ติดต่อ Messenger-03

สาเหตุที่ทำให้ใต้ตาเหี่ยวมีอะไรบ้าง?

การเกิดปัญหาใต้ตาเหี่ยวไม่ได้มีสาเหตุจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทั้งอายุที่เพิ่มขึ้น พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม ซึ่งล้วนส่งผลต่อความยืดหยุ่นของผิวรอบดวงตา ดังนี้

1. อายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยให้ผิวมีความกระชับและยืดหยุ่น เมื่อสารเหล่านี้ลดลง ผิวรอบดวงตาที่บอบบางอยู่แล้วจึงเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น
นอกจากนี้ ไขมันใต้ผิวหนังที่เคยช่วยพยุงผิวรอบดวงตาอาจค่อย ๆ ลดลงตามวัย ทำให้ผิวดูหย่อนคล้อย ไม่เรียบเนียน และเกิดลักษณะใต้ตาเหี่ยวได้ชัดเจนมากขึ้น

2. พักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลต่อสุขภาพผิวโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณใต้ตาที่มีความบอบบางเป็นพิเศษ เพราะช่วงเวลาที่ร่างกายพักผ่อนคือช่วงที่ผิวจะได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมตามธรรมชาติ
หากพักผ่อนไม่เพียงพอหรืออดนอน ระบบไหลเวียนเลือดอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ใต้ตาดูคล้ำ บวม และอ่อนล้า เมื่อผิวเกิดการบวมและยุบตัวซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น จนเกิดริ้วรอยและปัญหาใต้ตาเหี่ยวได้ง่ายขึ้น

3. ขยี้ตาหรือแสดงสีหน้าบ่อย

พฤติกรรมอย่างการขยี้ตาแรง ๆ การหรี่ตา ขมวดคิ้ว หรือยิ้มกว้างเป็นประจำ อาจส่งผลต่อผิวรอบดวงตาได้มากกว่าที่คิด เพราะผิวบริเวณนี้มีความบางและบอบบางเป็นพิเศษ
การขยี้ตาบ่อย ๆ อาจทำให้ผิวถูกดึงรั้งและเกิดการเสียดสีจนกระทบต่อคอลลาเจนใต้ผิว ส่วนการแสดงสีหน้าซ้ำ ๆ เป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดรอยพับและริ้วรอยใต้ตาได้ชัดขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลหรือปรับพฤติกรรม ปัญหาใต้ตาเหี่ยวจะเห็นชัดขึ้น

4. แสงแดดและมลภาวะ

รังสี UV จากแสงแดดเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ผิวเกิดความเสื่อมก่อนวัย เพราะสามารถทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิว ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณใต้ตาที่มีความบางและบอบบางกว่าส่วนอื่นของใบหน้า
นอกจากนี้ มลภาวะ ฝุ่นควัน และสารอนุมูลอิสระจากสิ่งแวดล้อม ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำร้ายเซลล์ผิวโดยตรง หากผิวไม่ได้รับการปกป้องหรือดูแลอย่างเหมาะสม อาจทำให้ใต้ตาดูแห้ง เหี่ยวง่าย และเกิดความหมองคล้ำได้ชัดขึ้น

5. ผิวขาดความชุ่มชื้น

ผิวที่ขาดความชุ่มชื้นมักเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าผิวที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพราะน้ำในเซลล์ผิวมีส่วนช่วยให้ผิวดูอิ่มฟูและเรียบเนียน โดยเฉพาะบริเวณใต้ตาที่มีความบางเป็นพิเศษ เมื่อผิวแห้งหรือขาดน้ำ จึงมักเห็นรอยพับเล็ก ๆ ได้ชัดขึ้น
สาเหตุอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิวรอบดวงตา หากปล่อยให้ผิวใต้ตาแห้งต่อเนื่องโดยไม่ได้เติมความชุ่มชื้นหรือดูแลอย่างสม่ำเสมอ ริ้วรอยเล็ก ๆ อาจพัฒนาเป็นรอยเหี่ยวย่นที่เห็นชัดขึ้นในอนาคต

6. จ้องหน้าจอเป็นเวลานาน

การใช้สายตากับหน้าจอสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำงานหนักและเกิดความล้าสะสมได้ โดยหลายคนมักเผลอหรี่ตาหรือเพ่งสายตาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดริ้วรอยรอบดวงตาได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ แสงสีฟ้าจากหน้าจอยังอาจส่งผลต่อผิวและทำให้ผิวรอบดวงตาดูหมองคล้ำหรืออ่อนล้าได้เร็วขึ้น เมื่อสะสมเป็นเวลานาน จึงอาจทำให้ใต้ตาดูโทรม เกิดรอยย่น และสูญเสียความสดใสได้ง่ายกว่าปกติ

7. พันธุกรรมและโครงสร้างใบหน้า

ปัญหาใต้ตาเหี่ยวในบางคนอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมและโครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคล เช่น ผู้ที่มีเบ้าตาลึกหรือมีถุงใต้ตาตามธรรมชาติ อาจทำให้ผิวบริเวณใต้ตาเกิดรอยพับหรือดูหย่อนคล้อยได้ง่ายกว่าปกติ
นอกจากนี้ ลักษณะผิวที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น ผิวบางหรือผิวแห้งง่าย ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดริ้วรอยใต้ตาได้เร็วขึ้น หากดูแลด้วยวิธีทั่วไปแล้วยังไม่ดีขึ้น อาจควรปรึกษาผู้ชำนาญการเพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะกับสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าโดยเฉพาะ

ปัญหาใต้ตาเหี่ยวส่งผลต่อใบหน้าอย่างไร

เมื่อเกิดปัญหาใต้ตาเหี่ยว ไม่เพียงส่งผลต่อความเรียบเนียนของผิวรอบดวงตาเท่านั้น แต่ยังทำให้ภาพรวมของใบหน้าดูเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความสดใสและบุคลิกภาพ
  1. ทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าตลอดเวลา แม้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
  2. ส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุเกินจริง หรือดูแก่กว่าวัย
  3. ทำให้แต่งหน้าได้ยากขึ้น เพราะเครื่องสำอางมักจะตกร่องบริเวณรอยย่น
  4. ลดทอนความสดใสของดวงตา ซึ่งเป็นจุดสนใจหลักในการสื่อสาร
  5. อาจทำให้เกิดความกังวลและขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม

วิธีดูแลปัญหาใต้ตาเหี่ยวด้วยตัวเอง

การดูแลผิวรอบดวงตาและปรับพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ช่วยฟื้นฟูใต้ตาให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งวิธีที่ซับซ้อนมีดังนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับให้ได้ประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูเซลล์ผิวและลดความอ่อนล้า รวมถึงช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผิวรอบดวงตาดูสดใสและไม่หมองคล้ำ
การหนุนหมอนให้สูงเล็กน้อยระหว่างนอนยังช่วยลดการคั่งของของเหลวใต้ตา ลดอาการบวม และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยหรือความเหี่ยวย่นได้ในระยะยาว เมื่อพักผ่อนเพียงพอ ผิวรอบดวงตาจะดูเรียบเนียนและดูสุขภาพดีมากขึ้น

ทาครีมบำรุงรอบดวงตา

การใช้ครีมลดริ้วรอยใต้ตาที่มีส่วนผสมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและกระตุ้นคอลลาเจน เช่น ไฮยาลูรอนิกแอซิด, เรตินอล (ในปริมาณที่เหมาะสม) หรือเปปไทด์ จะช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตาที่แห้งและขาดความยืดหยุ่นให้กลับมาดูอิ่มฟูขึ้นได้
ควรทาครีมโดยใช้นิ้วนางแตะและวนเบา ๆ รอบดวงตา เพื่อหลีกเลี่ยงการดึงรั้งผิวที่บอบบาง การดูแลอย่างต่อเนื่องจะช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยใหม่ และทำให้รอยเดิมดูจางลงเมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอ

หลีกเลี่ยงการขยี้ตา

ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการขยี้ตา เพราะการเสียดสีซ้ำ ๆ แม้จะดูเบา แต่สามารถทำลายโครงสร้างผิวรอบดวงตาที่บอบบางได้ในระยะยาว หากมีอาการระคายเคืองหรือภูมิแพ้ ควรใช้น้ำตาเทียมหรือวิธีล้างตาด้วยน้ำสะอาดแทนการขยี้
นอกจากนี้ การเช็ดเครื่องสำอางรอบดวงตาควรใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน และใช้สำลีซับเบา ๆ แทนการถูแรง ๆ เพื่อช่วยรักษาความแข็งแรงของผิวและลดโอกาสเกิดริ้วรอยใต้ตา

ทาครีมกันแดดเป็นประจำ

ครีมกันแดดถือเป็นเกราะป้องกันผิวที่สำคัญ ไม่ควรมองข้าม โดยควรเลือกสูตรที่อ่อนโยนและสามารถใช้กับบริเวณรอบดวงตาได้ หรือเสริมการป้องกันด้วยการใส่แว่นกันแดดที่ช่วยกรองรังสี UV เมื่อต้องออกแดดจัด
การปกป้องผิวจากแสงแดดจะช่วยลดการทำลายคอลลาเจนและลดความแห้งกร้านของผิว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของความเหี่ยวย่นใต้ตา จึงถือเป็นวิธีดูแลและป้องกันปัญหาในระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ

ดื่มน้ำและดูแลสุขภาพผิวจากภายใน

การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวันช่วยเติมความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิวจากภายใน ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและไม่แห้งกร้าน ลดโอกาสเกิดริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาได้
นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี วิตามินอี และโอเมก้า 3 จากผักผลไม้และปลาทะเล ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้ผิวและชะลอการเสื่อมของคอลลาเจน การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมจึงช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูสดใสและแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
หัตถการช่วยฟื้นฟูปัญหาใต้ตาเหี่ยว

รวมหัตถการช่วยฟื้นฟูปัญหาใต้ตาเหี่ยว ให้เหมาะกับปัญหาแต่ละบุคคล

สำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาเหี่ยวเริ่มชัดเจน และต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและชัดขึ้น การทำหัตถการเป็นอีกแนวทางยอดนิยมที่ช่วยแก้ปัญหาได้เหมาะกับสาเหตุของปัญหาและเห็นผลชัดเจน

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นการใช้สารเติมเต็มกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) เพื่อช่วยเติมเต็มร่องลึกและลดเลือนความเหี่ยวย่นบริเวณใต้ตาให้ดูเรียบเนียนขึ้น โดยฟิลเลอร์จะช่วยเพิ่มปริมาตรผิวและกักเก็บความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูอิ่มฟูและสดใสขึ้นหลังทำ
การรักษาควรทำโดยผู้ชำนาญการ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้า ดูกลมกลืน และช่วยลดความโทรมของใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

โปรแกรมฉีดงานผิว (Skin Booster)

เป็นโปรแกรมฟื้นฟูผิวที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและสารบำรุงเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูจากภายใน ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นและดูอิ่มน้ำมากขึ้น
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาแห้ง หรือเริ่มมีริ้วรอยบาง ๆ โดยช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและละเอียดขึ้นเมื่อทำอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและเข้ารับบริการกับแพทย์ผู้ชำนาญการ

โปรแกรมเลเซอร์รอบดวงตา

การใช้เลเซอร์เทคโนโลยีทันสมัยช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ในชั้นผิว พร้อมทั้งผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพออกอย่างอ่อนโยน เลเซอร์บางชนิดถูกออกแบบมาเพื่อดูแลผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ
ช่วยให้ผิวที่หย่อนคล้อยดูกระชับขึ้น ลดเลือนความหมองคล้ำ และฟื้นฟูความเรียบเนียนของผิวรอบดวงตา การทำควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ชำนาญการ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพผิวและการประเมินของแต่ละบุคคล

โปรแกรมยกกระชับ (HIFU / Ultraformer)

เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีการควบคุมพลังงานอย่างเหมาะสม โดยส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (SMAS) เพื่อกระตุ้นการหดตัวและการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยให้ผิวรอบดวงตาที่หย่อนคล้อยดูกระชับขึ้นโดยไม่ต้องพักฟื้นนาน
วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลปัญหาใต้ตาเหี่ยวในระยะยาว ช่วยให้ผิวค่อย ๆ ดูกระชับและเรียบเนียนมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)

ศัลยกรรมผ่าตัดถุงใต้ตา

ในกรณีที่ปัญหาใต้ตาเหี่ยวเกิดจากความหย่อนคล้อยของผิวหนังอย่างมาก หรือมีถุงไขมันใต้ตาขนาดใหญ่จนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหัตถการทั่วไป การผ่าตัดโดยผู้ชำนาญการอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสม
การผ่าตัดจะช่วยจัดเรียงไขมันใต้ตาและตัดผิวหนังส่วนเกินออก ทำให้ผิวใต้ตาดูเรียบตึงและลดความหย่อนคล้อยได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียดก่อนทำ เพื่อให้ผลลัพธ์ดูกลมกลืนและเหมาะกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล

ข้อควรรู้ก่อนทำหัตถการฟื้นฟูใต้ตาเหี่ยว

เพื่อให้การฟื้นฟูปัญหาใต้ตาเหี่ยวมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ควรพิจารณาและเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม ดังนี้ค่ะ
  1. ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อประเมินสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา
  2. ตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเครื่องมือที่ใช้ว่าได้รับการรับรองและสามารถตรวจสอบเลขล็อต ได้
  3. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาการบวมช้ำในช่วงแรก
  4. แจ้งประวัติการแพ้ยาและโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด
  5. ปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งก่อนและหลังการทำหัตถการอย่างเคร่งครัด
  6. เลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานและมีการดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ

สรุป

ปัญหาใต้ตาเหี่ยวเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตามวัยและพฤติกรรมการใช้ชีวิต แม้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถชะลอและดูแลให้ดีขึ้นได้ด้วยการปรับพฤติกรรมประจำวัน ควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ที่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้น การทำหัตถการทางการแพทย์ก็เป็นอีกแนวทางที่ช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตาได้อย่างเหมาะสม ยองโด คลินิก พร้อมให้การดูแลและประเมินโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อแนะนำแนวทางที่เหมาะสม ช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูสดใสและเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น ติดต่อสอบถามฟรี เพื่อรับคำปรึกษาและประเมินปัญหาเบื้องต้นจากทีมงานผู้ชำนาญการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

FAQ

เพราะผิวรอบดวงตามีความบางกว่าผิวบริเวณอื่นหลายเท่า มีต่อมไขมันน้อย และถูกใช้งานตลอดเวลาจากการกะพริบตาและแสดงสีหน้า จึงสูญเสียความชุ่มชื้นและเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าค่ะ

จริงค่ะ เพราะดวงตาเป็นจุดที่คนสังเกตเห็นเป็นอันดับแรก หากมีริ้วรอยหรือความหย่อนคล้อย จะทำให้ใบหน้าโดยรวมดูเหนื่อยล้า ทรุดโทรม และดูมีอายุเพิ่มขึ้นได้อย่างชัดเจน

แนะนำให้เริ่มดูแลตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป เช่น การทาครีมกันแดดและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว แต่หากเริ่มมีริ้วรอยชัดในช่วงอายุ 25-30 ปี สามารถเริ่มปรึกษาผู้ชำนาญการเพื่อวางแผนดูแลเพิ่มเติมได้

ไม่จำเป็นค่ะ ขึ้นอยู่กับระดับปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล หากอาการยังไม่มาก การดูแลผิวและปรับพฤติกรรมก็ช่วยได้ แต่ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้น การทำหัตถการจะช่วยได้มากกว่า

ควรนอนหลับให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการขยี้ตา ทาครีมกันแดดเป็นประจำ ดื่มน้ำให้เหมาะสม และสวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง เพื่อช่วยปกป้องคอลลาเจนรอบดวงตาไม่ให้เสื่อมเร็วเกินไปค่ะ

ปรึกษากับแพทย์หรือที่ปรึกษาความงาม

ติดต่อผ่านโทรศัพท์-สาขาปราจีน-02
ติดต่อ Line-04
ติดต่อ Messenger-03